<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403</id><updated>2011-11-28T06:57:50.388+07:00</updated><category term='บทความของปอนด์'/><category term='ยุทธการ ไม้ดอก'/><title type='text'>4 กุมภา :: 4gumpa.blogspot.com</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>17</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-3556322416777044478</id><published>2008-05-18T20:27:00.009+07:00</published><updated>2008-05-20T08:24:38.102+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยุทธการ ไม้ดอก'/><title type='text'>P2 ปฏิบัติการปลูกป่าทั่วแผ่นดิน</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ปฏิบัติการ P2 "ปลูกป่าทั่วแผ่นดิน"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/SDA4H_8JblI/AAAAAAAAAyU/34gE6n-qKBU/s1600-h/FarmKasetLogo.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/SDIoQP8JbmI/AAAAAAAAAyc/egf2j2TMOIw/s1600-h/p2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5202264779188170338" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/SDIoQP8JbmI/AAAAAAAAAyc/egf2j2TMOIw/s320/p2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ควรอ่านบทก่อนหน้านี้ &lt;a href="http://4gumpa.blogspot.com/2008/01/p1.html"&gt;ปฏิบัติการ P1 "ชมไม้ต่างเมือง"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ความเดิม: หากเรามองหาสถานที่ ที่ำำกำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต และก้าวเข้าไปทำตลาดก่อน จะเป็นช่องทางที่ทำให้เราทำกำไรได้ก่อน และมีโอกาสในตลาดมากกว่า ดีกว่า จะวิ่งตามๆกันไป เพราะเห็นว่าเมืองนี้เจริญ แล้วอยากเข้าไปทำการค้า แต่การประเมิน อาจมีความผิดพลาดได้เช่นกัน อันนี้ก็แล้วแต่ประสบการณ์ ที่สำคัญ หลายๆคน มีโอกาสแค่ครั้งเดียว หากพลาดแล้วจะลงทุนใหม่อีกครั้ง ต้องใช้เวลานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปลูกป่าทั่วแผ่นดิน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มาถึงขั้นที่ 3 ของยุทธการไม้ดอก หลังจาก &lt;a href="http://4gumpa.blogspot.com/2008/01/p1.html"&gt;ปฏิบัติการ P1 "ชมไม้ต่างเมือง"&lt;/a&gt; ที่ได้บันทึกไว้ เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะมาถึง ปฏิบัติการ P2 "ปลูกป่าทั่วแผ่นดิน" เนื่องจากผมต้องใช้เวลาอยู่กับ &lt;a href="http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/p0.html"&gt;P0 ยุทธการ ไม้ดอกผลัดแผ่นดิน&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://4gumpa.blogspot.com/2008/01/p1.html"&gt;P1 ปฏิบัติการ ชมไม้ต่างเมือง&lt;/a&gt; เป็นเวลานาน กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาพอที่จะเขียน ปฏิบัติการปลูกป่าทั่วแผ่นดินได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้ ที่ได้บันทึกลำดับความคิดเอาไว้ ในลักษณะกว้างๆ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงลงไปในกิจการใด เนื่องจากผมเอง กำลังตกอยู่ในภาวะที่ต้องใช้ความคิดตัดสินใจ ว่าจะเลือกทุ่มเท่ให้กับอะไรบางอย่าง ซึ่งตัวผมเอง ก็ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก ในสิ่งที่กำลังคิดจะทำและทุ่มเทให้กับมันอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น ตัวผมเอง ยังไม่เคยสัมผัสตลาดนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เป็นแรงจูงใจ ให้ผมหันมาสนใจ สิ่งที่กำลังจะเริ่มทำอยู่นี้ เกิดขึ้นจากเพียงการสังเกตุ คนที่ประสบผลสำเร็จรอบๆตัว ว่าพวกเขาเหล่านั้น ทำงานอะไรกัน และในงาน หรือสิ่งที่พวกเค้าทำกัน จนกลายเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จนั้น เค้าต้องใช้ปัจจัยอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุคคลที่ผมมองว่า เค้าประสบผลสำเร็จแต่ละคน ทำอะไรหลายอย่างต่างๆกันไป แต่เมื่อผมนำเอาสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการ และจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกคนมา Intersect กันผมจึงได้ Output มาเป็น FarmKaset.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เพราะอะไร?&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;span id="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าการตัดสินใจเบนเข็มตัวเองออกจากวงการ IT ครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ที่ถูกต้องหรือไม่&lt;/span&gt; แต่รู้สึกตัวอีกที ก็เป็นขณะที่ผมกำลังนั่งบันทึกอยู่ตรงนี้ 18 พฤษภาคม 2008 ซึ่ง FarmKaset.com เกิดขึ้นเมื่อเป็นที่ 8 มกราคม 2008 ผ่านมาแล้ว 4 เดือนกว่า วันนี้ผมเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ว่าตัวเองได้ลำดับความคิดทิ้งไว้ล่าสุดเป็น &lt;a href="http://4gumpa.blogspot.com/2008/01/p1.html"&gt;P1 ปฏิบัติการ ชมไม้ต่างเมือง&lt;/a&gt; เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2008 นั่นหมายความว่า ผมใช้เวลา 4 วัน ในการตัดสินใจ เข้าสู่วงการเกษตรกรรม&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมเอง ไม่ได้คิดสร้าง FarmKaset.com ขึ้นมาเพื่อสร้างนวัฒกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนทั้งโลก อย่างที่ Apple, Microsoft, Cisco และ Intel ได้ทำเอาไว้ (จริงๆพยายามให้เป็นมุข แต่ดูแล้วมันฝืดๆ ไม่ต้องขำก็ได้ครับ) ผมเพียงแค่ อยากจะมีเว็บไซต์เล็กๆ ที่ส่งเสริมคนที่ทำอาชีพด้านเกษตรกรรม ยกระดับสินค้าด้านการเกษตร สนับสนุนสินค้าที่มีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน ให้สามารถต่อสู้กับสินค้าปลอมด้อยคุณภาพ ที่มาหลอกขายให้กับเกษตรกรในราคาถูก สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกร และสนับสนุนผู้ขายสินค้าดีมีคุณภาพ ให้มีช่องทางเล็กๆเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผ่านมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ได้รับโอกาสจากผู้บริหารบริษัทผู้ผลิตปัจจัยการผลิตทางด้านการเกษตร ที่มีรัฐบาลร่วมลงทุนโดย สสว. รวมถึงได้รับการส่งเสริม BOI ให้เข้าพบ จึงได้เริ่มเปิดร้านฟาร์มเกษตรขึ้นมา และเริ่มทำการค้าขาย ทางร้านได้พบปัญหามากมาย ในการกระจายสินค้า เนื่องจากผู้สนใจผลิตภัณฑ์ นั้น ได้รับข้อมูลจาก FarmKaset.com เมื่อต้องการสินค้าจากเรา ลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วไป ต้องพบกับปัญหาการขนส่งที่แพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าที่อยู่ไกลจากเรามาก ซึ่งตอนนี้เรามีจุดกระจายสินค้าอยู่ไม่มากนัก และนี่เป็นที่มา ที่ทำให้ต้องเกิด ปฏิบัติการ P2 "ปลูกป่าทั่วแผ่นดิน" &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;เข้าเรื่อง "ปลูกป่าทั่วแผ่นดิน" หลังจากเกรินนำมายาวพอสมควร&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เนื่องจากตอนนี้ ทุกอย่างได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆแล้ว จึงขออนุญาติ ไม่ใช้การเปรียบเทียบ เหมือน P0 และ P1 ที่ผ่านมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปัญหาหลักของ FarmKaset.com คือการดูแลลูกค้า ดูแลตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ และรายย่อย ที่อยู่ห่างไกล ที่สำคัญที่สุด คือความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และความสมเหตุสมผล ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน และอีกปัญหาก็คือ ตัวผมเอง ขาดความรู้ด้านการบริหาร ความรู้ด้านการตลาด ไม่รู้เรื่อง Logistic ค้าขายก็ไม่ค่อยเป็น แต่ถ้าให้ทะเลาะกับ Computer แล้วล่ะก็คงจะง่ายกว่าเรื่องที่กล่าวมา ที่ผมรู้มีเพียงอย่างเดียว คือทำอะไรทุกอย่างต้อง ชัดเจน โปร่งใส ยุติธรรม และตอบข้อสงสัยของคนที่ทำงานกับเราได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ลูกค้า: ต้องการสินค้าคุณภาพ ในราคายุติธรรม ซื้อง่าย ไม่ต้องลำบากขนส่งเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ตัวแทนจำหน่ายรายย่อย: ไม่ต้องการ Stock สินค้า ต้องการรับ Order และไปรับสินค้ามาส่งให้ลูกค้าเลยในทันที&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่: ต้องการส่วนต่างราคาที่เยอะกว่า เพราะเป็นคนลงทุนสั่งสินค้ามาเก็บไว้ ต้องการตัวแทนจำหน่ายรายย่อย มาช่วยระบายสินค้าออก ให้เร็วที่สุด ต้องการช่องทางการขายที่มากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;นี่เป็นโจทย์ ที่ FarmKaset.com ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้กับผู้ร่วมงานของเรา และต้องให้ทุกฝ่าย ได้รับในสิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการ อย่างสมเหตุสมผล และถูกต้องยุติธรรม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปฏิบัติการปลูกป่าทั่วแผ่นดิน จึงถูกเขียนขึ้นมาเป็นโครงการ "34 ตัน เป็นเจ้าของร้านฟาร์มเกษตร"&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ซึ่งถูกอธิบายไว้ทั้งหมดที่: &lt;a href="http://www.farmkaset.com/2007/05/farmkaset-incubator.html"&gt;http://www.farmkaset.com/2007/05/farmkaset-incubator.html&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;และนี่ก็เป็นที่มาครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;ปอนปอนด์&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span id="fullpost"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-3556322416777044478?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/3556322416777044478/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=3556322416777044478' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/3556322416777044478'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/3556322416777044478'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2008/05/p2.html' title='P2 ปฏิบัติการปลูกป่าทั่วแผ่นดิน'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/SDIoQP8JbmI/AAAAAAAAAyc/egf2j2TMOIw/s72-c/p2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-1847880817547318435</id><published>2008-01-04T22:00:00.000+07:00</published><updated>2008-01-04T22:23:03.950+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยุทธการ ไม้ดอก'/><title type='text'>P1 ปฏิบัติการ ชมไม้ต่างเมือง</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R35Ksq5pfKI/AAAAAAAAAjw/ymZZ6Umexoc/s1600-h/facts_latex.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R35Ksq5pfKI/AAAAAAAAAjw/ymZZ6Umexoc/s320/facts_latex.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5151637155049208994" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ปฏิบัติการ P1 "ชมไม้ต่างเมือง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเดิม:&lt;br /&gt;ควรอ่านบทก่อนหน้านี้ &lt;a href="http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/p0.html"&gt;ยุทธการ P0 "ไม้ดอกผลัดแผ่นดิน"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลายคนมองหา ว่าอยากจะลงทุนทำอะไร มักจะมองไปที่ธุรกิจที่ทำกำไรงาม มีคนประสบผลสำเร็จให้เห็น และอยากจะเข้าไปอยู่ในตลาดนั้น และมักจะทำตามๆกัน จนในที่สุด กลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง คนที่มาทีหลัง ต้องใช้ความพยายามมากกว่า หรือต้องมีสิ่งที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า จึงจะต่อสู้กับคนที่อยู่ตลาดตลาดเดียวกันก่อนหน้าได้ อีกทางเลือก แต่คงไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด คือนำธุกิจที่อยากทำ และรุ่งเรื่องอยู่ ณ ที่นั้น ไปมองหาสถานที่อื่น ที่ไกลออกไปแต่มีความต้องการ และยังขาด สิ่งนั้นอยู่ อาจมีทางเป็นไปได้ ที่เราจะประสบผลสำเร็จกับสิ่งที่อยากทำนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชมไม้ต่างเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองไปรอบๆตัว เห็นไม้ดอกหลากชนิด ต่างผลิดอกสวยงาม มีสีสันต่างกันไป ชมดอกไหน ก็เสียดายเวลา ที่จะชมดอกอื่น อยากจะหยิบมาเสียทั้งหมด แต่ไม่มีทุนพอ หรือมีมากพอแค่จะให้เสี่ยงได้เพียงครั้งเดียว หากพลาด&lt;br /&gt;&lt;span id="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;นั่นหมายถึง ต้องเก็บเงินอีกหลายปี กว่าจะมีเงินพอจะได้มาลงทุนค้าขาย กับไม้ดอกพันธุ์ดี ที่ถูกต้องตรงกับใจอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมองให้ใกลออกไป จากเมืองที่เราอยู่ ที่เมืองอื่นๆ ก็มีไม้ดอกที่สวยงามอยู่เช่นกัน แต่น่าจะยังคงขาดไม้ดอก ที่สวยงามเหมืนที่ ที่เราอาศัยอยู่ ก็เป็นได้ เลยต้องเริ่มเดินทาง ตัวผมเองเดินทางออกไปไกล 536 กิโลเมตร จากที่ที่ผมอาศัยอยู่(ขอเรียกตำแหน่งนี้ว่า +NE536 k.m.) และมากกว่า 1,100 กิโลเมตร จากแหล่งที่มีพันธุ์ไม้ดอก ที่เราสนใจจะนำไปทำตลาด และพบว่า มีไม้ดอกบางชนิด ที่อิ่มตัวแล้วมากว่าสิบปีจากแหล่งพันธุ์ไม้ดอก แต่กลับ กำลังอยู่ในช่วงตื่นตัวระยะแรกในตำแหน่ง +NE536 k.m. นี้ ที่สำคัญ ทั้งเนื้อที่ และผังเมือง ยังมีขนาดใหญ่โตกว่า แหล่งพันธุ์ไม้ดอกเดิม ผู้คนก็ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงมากว่า นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ได้มาชมไม้เมืองนี้ เลยเกิดความคิด จะนำพันธุ์ไม้ดีๆรวมทั้งองค์ความรู้จากแหล่งเดิม มาสู่เมืองนี้ และยังมีบางสิ่ง ที่มองเห็นอนาคตได้ว่า อีกสามถึงสี่ปีข้างนี้ ผู้คนที่นี่จะเริ่มมีรายได้มากขึ้น หลายๆเท่าตัว เนื่องจาก จะมีไม้ดอกบางชนิด ที่วางรากฐานไว้เมื่อ หลายปีที่แล้ว หากเรารอให้ มันเจริญก่อน แล้ววิ่งตามหลังกันไป เราจะสู้คนที่มองเห็นโอกาสก่อนไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสรุป&lt;br /&gt;หากเรามองหาสถานที่ ที่ำำกำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต และก้าวเข้าไปทำตลาดก่อน จะเป็นช่องทางที่ทำให้เราทำกำไรได้ก่อน และมีโอกาสในตลาดมากกว่า ดีกว่า จะวิ่งตามๆกันไป เพราะเห็นว่าเมืองนี้เจริญ แล้วอยากเข้าไปทำการค้า แต่การประเมิน อาจมีความผิดพลาดได้เช่นกัน อันนี้ก็แล้วแต่ประสบการณ์ ที่สำคัญ หลายๆคน มีโอกาสแค่ครั้งเดียว หากพลาดแล้วจะลงทุนใหม่อีกครั้ง ต้องใช้เวลานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปอนปอนด์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-1847880817547318435?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/1847880817547318435/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=1847880817547318435' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/1847880817547318435'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/1847880817547318435'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2008/01/p1.html' title='P1 ปฏิบัติการ ชมไม้ต่างเมือง'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R35Ksq5pfKI/AAAAAAAAAjw/ymZZ6Umexoc/s72-c/facts_latex.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-594695198791843115</id><published>2007-12-30T21:33:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:02:00.859+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยุทธการ ไม้ดอก'/><title type='text'>P0 ยุทธการ ไม้ดอกผลัดแผ่นดิน</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3jfD65penI/AAAAAAAAAe8/kG9kCnp4SB0/s1600-h/eagle140.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3jfD65penI/AAAAAAAAAe8/kG9kCnp4SB0/s320/eagle140.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5150111432341813874" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ยุทธการ P0 "ไม้ดอกผลัดแผ่นดิน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:&lt;br /&gt;Px เป็ื่นสัญลักษณ์ ที่ใช้วางอยู่ด้านหน้าของ ชื่อแผนยุทธการ และ/หรือ แผนปฏิบัติการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ P0, P1, P2...., Px เรียงเป็นลำดับไป การที่จะเข้าใจได้ว่า แต่ละแผนยุทธการ และแผนปฏิบัติการต่างๆนั้น มีความหมายอย่างไร และมีจุดประสงค์อะไร ควรเริ่มอ่านจาก P0, P1... เป็นลำดับไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม้ดอกผลัดแผ่นดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม้ดอกชนิดหนึ่งได้ผลิดอก มีความสวยงาม ผู้คนที่ิอยู่บริเวณใกล้เคียง เห็นว่าไม้ชนิดนี้ ผลิดอกออกผลสวยงามดี ต่างก็สนใจอยากได้มาปลูกไว้ที่บ้าน เจ้าของดอกไม้ดอกแรก ทำกำไรมากมายกับดอกไม้ดอกชนิดนี้ เช่นเดียวกับหลายคน ที่ได้ซื้อไม้ดอกชนิดนี้ มาทำกำไรต่อ จนวันหนึ่ง แผ่นดินบริเวณนี้ ต่างก็เต็มไปด้วยไม้ดอกชนิดนี้ เป็นเหตุให้ ไม่มีใครจะสร้างความมั่งคั่ง กับไม้ดอกชนิดนี้ได้ อย่างที่ผู้บุกเบิกเคยทำอีกต่อไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราจะสร้างพันธุ์ไม้ดอกเป็นของตัวเอง&lt;br /&gt;เรามีกำลังและเงินทุนพอที่จะค้นคว้า หรือทำงานวิจัยหรือไม่ วิจัยสำเร็จแล้ว ไม้ดอกของเรา จะเป็นที่นิยมอย่างที่เราตั้งใจหรือไม่ หรือเราจะก้าวไปต่อสู้กับคู่แข่งอื่น ด้วยไม้ดอกชนิดเดียวกัน เรามีทุน มีความรู้สู้กับพ่อค้า ที่เป็นเจ้าของตลาดเดิมหรือไม่ และในขณะนี้ มีคนคิดแบบเดียวกับเรา อีกมากน้อยเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทางเลือก&lt;br /&gt;นำพันธุ์ไม้ดอกนี้ ไปสู่แผ่นดินใหม่ ที่กำลังเจริญเติบโต มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดไม้ดอกชนิดนี้อยู่ หากความต้องการของที่นั้นๆ ไม่ต่างจากที่เดิม แต่ยังคงไม่อิ่มตัว เหมือนที่ปัจจุบัน ผู้ที่นำไม้ดอกไปแพร่พันธุ์ อาจมีโอกาสทำกำไร จากไม้ดอกนี้ได้ ใกล้เคียง หรือเท่ากันกับ หรือมากกว่า ผู้ที่ประสบผลสำเร็จกับไม้ดอกชนิดนี้ ในที่อยู่ปัจจุบัน ก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสรุป&lt;br /&gt;หลายคนมองหา ว่าอยากจะลงทุนทำอะไร มักจะมองไปที่ธุรกิจที่ทำกำไรงาม มีคนประสบผลสำเร็จให้เห็น และอยากจะเข้าไปอยู่ในตลาดนั้น และมักจะทำตามๆกัน จนในที่สุด กลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง คนที่มาทีหลัง ต้องใช้ความพยายามมากกว่า หรือต้องมีสิ่งที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า จึงจะต่อสู้กับคนที่อยู่ตลาดตลาดเดียวกันก่อนหน้าได้ อีกทางเลือก แต่คงไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด คือนำธุกิจที่อยากทำ และรุ่งเรื่องอยู่ ณ ที่นั้น ไปมองหาสถานที่อื่น ที่ไกลออกไปแต่มีความต้องการ และยังขาด สิ่งนั้นอยู่ อาจมีทางเป็นไปได้ ที่เราจะประสบผลสำเร็จกำสิ่งที่อยากทำนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ปอนปอนด์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-594695198791843115?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/594695198791843115/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=594695198791843115' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/594695198791843115'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/594695198791843115'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/p0.html' title='P0 ยุทธการ ไม้ดอกผลัดแผ่นดิน'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3jfD65penI/AAAAAAAAAe8/kG9kCnp4SB0/s72-c/eagle140.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-4211726164908290175</id><published>2007-12-28T06:58:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:02:23.126+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>NE 536 k.m. จากกรุงเทพฯ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Ta_65pemI/AAAAAAAAAe0/A1za-y2VtRY/s1600-h/NorthE536km.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Ta_65pemI/AAAAAAAAAe0/A1za-y2VtRY/s320/NorthE536km.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148981065668983394" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ตะวันออกเฉียงเหนือ 536 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จังหวัด อำนาจเจริญ ตั้งอยู่ใกล้ๆกับจังหวัด อุบลราชธานี, จัดเป็นจังหวัดที่มีอากาศดีพอสมควรครับ โดยเฉพาะในเวลาตอนเช้า ผมเริ่ม เดินทางออกจาก ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวาน 6:30 น. มาถึงจังหวัด อำนาจเจริญก็ประมาณ 15:00 น., สำหรับคนที่ชอบขับรถขึ้นเหนือล่องใต้ จัดว่าไม่ไกลเท่าไหร่ครับ, เส้นทางจาก กรุงเทพฯมาถึงที่อำนาจเจริญ ก็ผ่านออกมาทางจังหวัดสระบุรี โคราช เมื่อเริ่มออกจากโคราช เลี้ยวขวาเข้ามาทางอำเภอโนนแดง ก็จะเริมได้สัมผัสบรรกาศของถนน ในแบบต่างจังหวัด ที่สองข้างทาง มีต้นไม้ร่มรื่น มีบ้านที่มีบริเวณ ปลูกอยู่ห่างๆกันตลอดทาง บางช่วงก็เป็นเขตชุมชน ก็จะมีอาคารบ้านเรือนหนาแน่นเหมือนในเมือง ขับเรื่อยๆ ใช้ความเร็วได้ค่อนข้างสูงครับ แต่เมือถึงเขตชุมชนเราก็ลดความเร็วลงมา ผ่านอำเภอปะทาย พยัคภูมิพิสัย ยโสธร แล้วก็ถึง อำนาจเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำนาจเจริญ จัดเป็นจังหวัดที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาครับ และดูว่าพัฒนาได้เร็วพอสมควรเหมือนกัน เนื่องจาก ปีที่แล้วผมเคยเดินทางมาครั้งนึง มาปีนี้ พัฒนาไปมาก ไม่น่าเชื่อว่า ปีเดียวจะโตได้ขนาดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาชีพของคนที่นี่ส่วนมากเป็นเกษตรกร ทำนาข้าว และส่วนมากก็ทำเฉพาะนาปีครับ ปีนึงทำแค่ครั้งเดียว และอีกอย่างที่เริ่มๆจะมีเข้ามา ก็เป็นจะเป็นยางพาราครับ เริ่มมียางพาราพัน 600 จากภาคใต้ นำมาปลูกกันที่นี่แล้ว อีกไม่กี่ปี คนที่นี่คงจะรำรวยตามๆกัน หลังจากที่ยาพาราเริ่มให้นำยาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคิดจะลงทุนในอำนาจเจริญ&lt;br /&gt;ก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ จากที่ผมได้มองไปรอบๆ ด้วยความรู้อันน้อยนิดของผม มองว่า หากใครจะลงทุนทำแปลงเพาะปลูกต้นกล้ายางพารา เริ่มแต่ตอนนี้ ก่อนคนอื่น ก็น่าจะทำกำไรได้พอสมควรเลยครับ และอีกอาชีพที่น่าสน คือ ค้าขายอุปกรณ์การเกษตร และอาหารสัตว์ครับ ส่วนอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ หรืออะไรทำนองนี้ ผมไม่มีความเห็นนะครับ มีทุนจะเปิด เปิดที่ไหนก็ได้ ถ้าทำเลไม่แย่จนเกินไปนัก แต่ดูเหมือนเป็นอาชีพ ที่คนโบราณเรียกว่า เก็บเบี้ยใต้ถุนบ้านครับ ลงทุนเยอะ แล้วคอยเก็บรายชั่วโมง วันละไม่กี่บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนต่างจังหวัดโดยรวม ดูมีความสุข กว่าคนกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;ชีวิตไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ ตั้งแต่เช้าครับ ตื่นมาก็ได้รับอากาศที่ดี บ้านแต่ละหลัง ก็มีบริเวณกว้างขวาง อย่างกับบ้านราคาหลายสิบล้านในกรุงเทพฯ ผู้คนก็ยิ้มแย้ม ตอนรับอบอุ่นมากๆครับ คิดแล้วก็แปลก ว่าทำไม หลายๆคนชอบใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ ตัวผมเองก็ Plan ไว้แล้ว ว่าจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด อย่างสุราษฎร์ธานี กำลังหาจังหวะเหมาะๆ อยู่ครับ ลาที Bangkok ไม่เอาแล้ว จะได้มีพื้นที่ให้เจ้า ผักชี (ลูกหมาตัวเล็ก ที่เลี้ยงไว้) ได้วิ่งเล่นเหมือนลูกหมาตัวอื่นๆบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/www.4gumpa.com"&gt;www.4gumpa.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ปอนปอนด์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-4211726164908290175?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/4211726164908290175/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=4211726164908290175' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/4211726164908290175'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/4211726164908290175'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_27.html' title='NE 536 k.m. จากกรุงเทพฯ'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Ta_65pemI/AAAAAAAAAe0/A1za-y2VtRY/s72-c/NorthE536km.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-4456773990847937609</id><published>2007-12-26T23:22:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:02:48.936+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>วันนี้ กับ blogspot ของเล่นใหม่</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;วันนี้มีกิจกรรมมากมายเลยครับ แถมได้ของเล่นใหม่ที่ถูกใจอย่าง blogspot.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ทำงาน&lt;br /&gt;ตั้งแต่เช้าจนเกือบหนึ่งทุ่ม ก็ต้องหมกมุ่นอยู่กับเจ้า IBM WebSphere Portal เจ้าปัญหา ที่ค้างคาติดตั้งไม่ได้มาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จนทุ่มวันนี้ก่อนกลับบ้าน ก็ยังไม่สำเร็จ ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาเกิดจาก Spec ของ AIX Server ที่ใช้ติดตั้งต่ำไปรึปล่าว หรือเรายังขาดความเข้าใจอะไรบางอย่างกับ Product ตัวนี้อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินทางกลับบ้าน&lt;br /&gt;ก็เหมือนเดิมๆทุกวัน มอเตอร์เวย์ลงพระราม 9 เลี่ยวขวาเข้ารัชดา แทบจะไม่มีวันไหนที่รถไม่ติด แต่เดี๋ยวนี้เลิกหงุดหงิดแล้วครับ ทำใจอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงบ้าน&lt;br /&gt;และวันนี้ ก็เป็นวันที่ต้องเก็บข้าวเก็บของ เตรียมตัวไปเที่ยวอำนาจเจริญ บ้านของยัยปังปริม nongprim.blogspot.com เตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลากับ 4gumpa.blogspot.com ของเล่นใหม่จาก google, นั่งทำ web pages เองมานานหลายปี พอมาเจอเจ้า blogspot ตัวนี้ แทบจะอยากเลิก Coding เว็บด้วยตัวเองเลย ผมมองว่าเป็นอะไรที่สะดวกใช้ง่าย ถูกใจ มี Template ที่ดูดี เรียบๆ ให้เลือกหลายแบบ เลยจัดแจงย้ายบทความต่างๆ ที่เคยเขียนไว้ใน www.4gumpa.com มาอยู่ในนี้ทั้งหมด นั้นก็เป็นเหตุผลว่า ทำมัยวันนี้มีจำนวน blog เพิ่มขึ้นเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ blog นี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-4456773990847937609?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/4456773990847937609/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=4456773990847937609' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/4456773990847937609'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/4456773990847937609'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blogspot.html' title='วันนี้ กับ blogspot ของเล่นใหม่'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-3065907888311189127</id><published>2007-12-26T22:05:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:03:44.834+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>สตีฟ จ็อป กับ บิว เกท</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jt2q5pelI/AAAAAAAAAes/YpFpUGNqskI/s1600-h/070722.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jt2q5pelI/AAAAAAAAAes/YpFpUGNqskI/s320/070722.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148298110034344530" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันนี้จะขอเล่า เรื่องราวเบาๆครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สตีป จ็อป ผู้ก่อตั้ง แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ และ บิว เกท ผู้ก่อตั้ง ไมโครซอฟท์ และความเป็นมาเล็กๆน้อยๆ กว่าจะมาเป็น แอปเปิ้ล และ ไมโครซอฟท์นะครับ                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ และไมโครซอฟท์ ก่อตั้งขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน สตีฟ จ็อป เป็นหนุ่มไฟแรง ที่คิดนวัตกรรมได้ตลอดเวลา เป็นคนคิดเร็วทำเร็ว มีนิสัยค่อนข้างมุทะลุเล็กน้อย แต่งตัวตามสบาย ชอบใส่ เสื้อยืด กางกางยีนส์ตัดเป็นขาสั้น เข้ามาทำงานในออฟฟิศ, สตีฟ จ็อป กับเพื่อน ได้เริ่มคิดค้น และสร้าง แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ขึ้น จากโรงรถข้างบ้านของพ่อ สตีฟ จ็อป ในขณะที่ บิว เกต เริ่มต้นความสำเร็จโดยการ เดินเข้าไปใน IBM แล้วเสนอระบบปฏิบัติการ DOS (Disk Operating System) ให้กับ IBM, บิว เกต มีจุดเด่นทางด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเอาจริงเอาจัง มีความมันใจในตัวสูง เช่นเดียวกันกับ สตีฟ จ็อป ในงานแสดงคอมพิวเตอร์ หลายบริษัทต่างก็นำเทคโนโลยีมาแสดง รวมถึง แอปเปิ้ล และไมโครซอฟท์ด้วย แต่ดูเหมือนว่า คอมพิวเตอร์ของแอปเปิ้ล จะได้รับความสนใจ จากผู้เข้าชมมากที่สุด และช่วงนั้นถือว่า แอปเปิ้ลได้ประสบผลสำเร็จสูงสุด &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ต่อมา ซีร็อค(XEROX) ได้คิดค้น และนำเสนอเทคโนโลยีตัวหนึ่ง นั้นก็คือ เมาท์(Mouse) ซึ่งก็คือเมาท์ ของคอมพิวเตอร์ ที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เอง เชื่อว่าตอนคุณอ่านบทความนี้ คุณก็ถือมันอยู่ หรือไม่มันก็คงวางอยู่ข้างหน้าคุณ เมื่อสตีฟ จ็อป ได้ทราบรายละเอียด ก็สนใจอย่างมาก จึงติดต่อไปยัง ซีร็อคทันที และได้นำ เทคโนโลยีเมาท์ มาผนวกกับระบบปฏิบันการของ แอปเปิ้ล ทำให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการ ที่ใช้เมาท์ เลื่อน ลาก และคลิกได้ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อ บิว เกท ได้เห็น ระบบปฏิบัติการ ของ แอปเปิ้ล ที่มีเมาท์มาเพิ่มความสะดวกในการทำงาน ถึงกับร้องขึ้นมาดังลั่น แล้วก็บอกกับเพื่อนร่วมงานว่า "I want it!" จากนั้น เกท ได้เดินทางไปพบกับ จ็อป ที่ Apple computer ซึ่งเป็นบริษัทของ จ็อป และได้เสนอตัวพัฒนาระบบปฏิบัติการ (OS: Operating System) ให้กับ Apple computer และก็เป็นไปตามนั้น เกทมีโอกาสได้พัฒนา OS ให้กับ จ็อป และนี่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ เกท ได้มีโอกาส ศึกษา OS ของ Apple computer, หลังจาก เกทได้พัฒนา OS ให้จ็อปเสร็จไม่นาน จ็อปก็ได้ข่าวว่า มี OS เกิดขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง นั้นก็คือ Windows ซึ่งเป็นของบริษัท Microsoft ของ บิว เกท นั่นเอง ซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างจาก OS ที่ เกท ได้ทำให้ Apple มากนัก&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;นี้ก็เป็นที่มาของระบบปฏิบัติการ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่างสั้นๆนะครับ หากอยากทราบเรื่องราวนี้อย่างเต็มๆ ลองหาภาพยนต์เรื่อง "Pirates of Silicon Valley (1999)" ดูนะครับ ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ก็เป็นเรื่องย่อจากภาพยนต์เรื่องนี้ครับ หากที่ผมเล่ามาผิดพลาดแต่ประการใด ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง เนื่องจากภาษาอังกฤษผมอ่อนแอมาก อาจจะจับใจความมาผิดก็เป็นได้ครับ &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-3065907888311189127?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/3065907888311189127/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=3065907888311189127' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/3065907888311189127'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/3065907888311189127'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_5167.html' title='สตีฟ จ็อป กับ บิว เกท'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jt2q5pelI/AAAAAAAAAes/YpFpUGNqskI/s72-c/070722.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-7324145358570164956</id><published>2007-12-26T22:02:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:04:08.300+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>เดินช้าๆ แต่อย่าหยุด</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jteq5pekI/AAAAAAAAAek/EuWhHqm8atk/s1600-h/070715.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jteq5pekI/AAAAAAAAAek/EuWhHqm8atk/s320/070715.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148297697717484098" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มีหลายๆคน ที่พยายามคิด พยายามทำอะไรต่ออะไรหลายๆอย่าง ในขณะที่มีงานประจำทำอยู่ มีจำนวนมากที่ประสบผลสำเร็จ และมีจำนวนไม่น้อย ที่ทำมาก็หลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จเหมือนคนอื่นๆซักที แต่พวกเค้าเหล่านั้น หลายคนก็ยังคง คิดและทำอะไร โดยหวังและมองความสำเร็จที่อยู่ข้างหน้าตลอดเวลา และหวังไว้ว่า สักวันจะต้องทำได้ และสำเร็จ ตามที่ได้คิดไว้ แต่บางคน เริ่มจะหยุด จากอาการท้อแท้ ต่อการทำอะไรหลายอย่าง แล้วยังไม่สำเร็จ                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;หากคุณเป็นคนที่ท่องอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ ก็จะเห็นบรรดาป้ายโฆษณา ของพวก ขายตรง, MLM(Multi Level Marketing) ทั้งหลาย อยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย นั่นหมายความว่า กิจการเหล่านี้ มีรายได้มาก และมากพอที่จะ ใช้เงินซื้อ โฆษณา จากทุกๆแหล่งโฆษณา ไม่ว่าจะแพงขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ดังๆ รายการทีวียอดนิยม รายการมวยไทย และข้อความเชิญชวนที่เห็นกันบ่อยๆก็อย่างเช่น "ทำงานมานานแล้ว มีเงินเก็บเท่าไหร่", "อยากเป็นายตัวเอง ทำงานวันละสามชั่วโมง รายได้ 50,00 - 100,000 บาท/เดือน มาทางนี้" ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผู้ทำกิจการประเภทนี้ ได้มองเห็นช่องว่าง หรือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของคนส่วนมาก ว่าอยากจะเป็นผู้ประกอบการ อยากทำงานน้อย ได้เงินเยอะ อยากเป็นนายตัวเอง และอยากมีเวลาเป็นของตัวเองมากขั้น หลายคน ไม่ได้ศึกษาให้ดี ก็อาจจะพลาดพลั้ง คนที่เข้าไปทำแล้วสำเร็จก็มีบ้าง แต่ที่เราจะพูดถึงกันวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของ MLM แต่จะเป็นการบอกว่า คนที่พยายาม คิดทำอะไรหลายๆอย่าง และยังไม่สำเร็จซะที ขอให้อย่าหยุดคิด ให้คิดใหม่ ทำใหม่ คิดช้าๆ และลองทำช้าๆ อย่างมีสติ คิดให้รอบคอบ และเดินหน้าต่อไป อย่าหยุด เพราะถ้าหากคุณหยุด ที่ทำมาทั้งหมดจะไม่ได้อะไรเลย &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ครั้งหนึ่ง ในขณะที่ผมทำงานในบริษัท Metro Systems ซึ่งเป็นบริษัท IT ขนาดใหญ่ ได้มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมณ์เรื่อง "Dynamic Teamwork" โดยคุณ บดินทร์ ปรปักษ์เป็นจุณ หนึ่งในผู้บริหารของ Metro Systems ได้ให้เกียรติ เป็นวิทยากร เพียงประโยคสั้นๆประโยคหนึ่งของคุณ บดินทร์ ในการอบรมณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมได้ทุ่มเท่แรงกาย แรงใจทำไป แล้วไม่สำเร็จ ที่เคยผ่านมานั้น ความไม่สำเร็จ เป็นเพียงเรื่องเล็กๆในชีวิต, คุณ บดิทร์กล่าวว่า คนที่ประสบผลสำเร็จนั้น ล้มเหลวนับสิบครั้ง และความสำเร็จเพียงครั้งเดียว มันก็ทำให้เค้ากลายเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ เพราะสังคมจะนับถือในความสำเร็จของเค้า และความล้มเหลว ในการทำธุรกิจ นับสิบครั้ง จะโดนลบ ด้วยการทำสำเร็จเพียงครั้งเดียว ผมได้ยินอย่างนี้แล้ว ทำให้ กำลังใจที่เคยหดหายไป หรือความรู้สึกที่ตัวผม หดหู่กับการเคยทำงานใหญ่เพียงสิ่งเดียวแล้วไม่สำเร็จนั้น หมดหายไปจากใจผม และได้ริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆขึ้นมาอีก และเรื่องเก่านั้น ให้เป็นประสบการณ์ เพราะคนเราถ้าได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนั้น เป็นสิ่งที่ดี ทุกครั้งที่เราเริ่มทำสิ่งใหม่ เราจะรอบคอบขึ้น มีการไตร่ตรองที่ดีขึ้น &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;และหากเราไม่เคยที่จะหยุดคิด หยุดทำ เราก็จะต้องเดินทางไปถึงจุดหมายของเราได้ อาจจะช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน ในแต่ละคน แต่หากคุณเพียงแค่เดิน คุณก็จะไปถึง&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เดินช้าๆ แต่อย่าหยุด.. &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-7324145358570164956?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/7324145358570164956/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=7324145358570164956' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/7324145358570164956'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/7324145358570164956'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_2336.html' title='เดินช้าๆ แต่อย่าหยุด'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jteq5pekI/AAAAAAAAAek/EuWhHqm8atk/s72-c/070715.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-3094866291422360907</id><published>2007-12-26T22:00:00.001+07:00</published><updated>2008-01-02T11:04:31.152+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>กฎ 80 - 20</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jsqq5pejI/AAAAAAAAAec/lP2UVs0DvFA/s1600-h/070708.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jsqq5pejI/AAAAAAAAAec/lP2UVs0DvFA/s320/070708.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148296804364286514" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันหนึ่งผมได้ยกโทรศัพท์มือถือ โทรไปหาเพื่อนสนิทคน เพื่อปรึกษาเรื่องการเปิดกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเอง เพื่อนผมคนนี้ ชื่อเอก, ผมได้รู้จักเอก เมื่อตอนที่ผมได้เข้าไปทำงานในบริษัท MFEC ซึ่งเป็น IT Provider รายหนึ่งของเมืองไทย หลังจากได้รู้จัก ได้คุยกัน ก็เริ่มสนิทกัน เนื่องจากผมชอบในแนวความคิด วิธีคิด และวิธีการพูดของเอก ปัจจุบันนี้ เอกได้ทำกิจการส่วนตัว โดยเปิดสถาบันกวดวิชาเป็นของตัวเอง ที่ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย และนับว่าเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จได้รวดเร็วคนหนึ่ง โดยมีการวางแผนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ด้วยตัวของเค้าเอง                                  &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ผมถามเอกว่า ตอนนี้ผมกำลังจะลงทุนทำกิจการอย่างหนึ่ง โดยเล่ารายละเอียด และแผน ให้เอกฟัง รวมถึงก่อนหน้านี้ ได้เคยส่งเอกสารการคำนวน รายได้ ค่าใช้จ่าย ให้เอกช่วยดูแล้ว และผมคาดว่า จะใช้เงินเก็บที่มีกับการลงทุน ทั้งหมด เพราะมีความมั่นใจว่า หลังจากลงทุนไปแล้ว ต้องมีผลตอบแทนกลับมา ก่อนที่จะหมดตัวแน่นอน และผมก็ได้บอกเอกไปว่า ผมจะทำเต็มที่ เท่าที่จะทำได้ ผมต้องสำเร็จ "เอกคิดว่าไงครับ?"&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เอกเลยถามผมกลับมาว่า "ปอนด์เคยได้ยิน กฎ 80 - 20 รึปล่าวครับ?" ผมยังไม่เคยได้ยิน เลยขอให้เอกช่วยอธิบายให้ฟัง และเอกก็เริ่มอธิบาย โดยตั้งคำถามว่า "ปอนด์เคยเตะฟุตบอลใช่มั้ยครับ?" แน่นอนครับผมเคยเตะ เอกแนะนำให้สังเกตุว่า ถ้าเราออกแรงทั้งหมดที่เรามีอยู่ เพื่อเตะลูกฟุตบอล เราจะมีโอกาสเตะพลาด หรือไม่สามารถควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอล ให้ไปในทางที่ต้องการ ได้ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าเราลองใช้แรงแค่ 80% เพื่อเตะ เราจะควบคุมทิศทางได้ดีกว่า &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ผมเข้าใจในสิ่งที่เอกกำลังจะบอก และถามต่อว่า "อีก 20% ล่ะครับ ไปไหน?" เอกตอบกลับมาสั้นๆ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;"ถ้าปอนด์ทำ 80% สำเร็จ มันจะตามมาเอง.."&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-3094866291422360907?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/3094866291422360907/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=3094866291422360907' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/3094866291422360907'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/3094866291422360907'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/80-20.html' title='กฎ 80 - 20'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jsqq5pejI/AAAAAAAAAec/lP2UVs0DvFA/s72-c/070708.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-2987485676560598324</id><published>2007-12-26T21:57:00.001+07:00</published><updated>2008-01-02T11:04:54.088+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>เก่ง ไม่เก่ง วัดกันตรงไหน?</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JsD65peiI/AAAAAAAAAeU/6hmPTpPG2Nk/s1600-h/070701.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JsD65peiI/AAAAAAAAAeU/6hmPTpPG2Nk/s320/070701.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148296138644355618" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;"ผลการศึกษา วัดผลสำเร็จของคนไม่ได้แม้แต่น้อย"                                  &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;แต่เล็กจนโตทุกคนคงเคยเห็น เคยพบมาด้วยตัวเองตลอด ว่าเพื่อนๆของคุณ มีทั้งเพื่อนที่เรียนเก่ง เพื่อนที่เรียนไม่เก่ง เพื่อนที่มีลักษณะหัวแข็ง เพื่อนชอบประจบคุณครู เพื่อนที่ ไม่ยอมคุยกับคุณครู &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;และหากใครมีเพื่อน ที่จำได้ หรือคบกันนานๆ หรือได้ติดต่อ หรือรู้ข่าวคราวกัน ตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงวัยทำงาน จะพบว่า ส่วนหนึ่งเรียนเก่งในชั้นประถม แต่กลับเรียนแย่ในช่วงมหาลัย หลายคนเรียนเก่งตลอด จนจบ และบางส่วนเรียนไม่เก่งยังไง ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น อีกบางส่วน เรียนไม่เก่งชั้นประถมแต่ พอเข้ามหาลัยกลับเก่งเป็นคนละคน แบบเรียนได้ เกรดหนึ่ง เกรดสองตลอด เกือบตกทุกวิชา พอเข้ามหาลัย ได้แทบจะ สี่จุดศูนย์เลยก็มี อันนี้เรื่องจริง ยกตัวอย่างได้เลยเพื่อนผมเอง ชื่อเอ๋ ตอนประถม ได้เกรดเฉลี่ยหนึ่งกว่าๆ พอเข้ามหาลัย มีเทอมนึง ได้สี่จุดศูนย์ศูนย์ ตอนนี้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ siamdora.com และก็เพื่อนผมอีกนั่นแหละ ที่ตอนประถมเรียนดี ถึงขนาดอาจารย์รู้จักทั้งโรงเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่าง แถมมีพรสวรรค์ วาดรูปได้ลงหนังสือ ที่พิมพ์จำหน่ายทั่วประเทศไทยด้วย (แต่ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้) แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเรียนจบรึยัง หรือทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ เรามาลองสังเกตุ และแยกแยะเพื่อหาเหตุผลกัน ว่าเด็กเรียนเก่ง หรือไม่เก่ง เป็นเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ ไม่เกี่ยวกับ IQ แน่นอน&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนเก่งเพราะกลัวความคาดหวังของคนอื่น&lt;br /&gt;เด็กกลุ่มนี้ กลัวว่าอาจารย์จะดุ กลัวพ่อแม่ดุ หรือกลัวความคาดหวังของคนอื่น ที่มีต่อตัวเอง และเรียนเพื่อให้สังคม หรือเพื่อนๆยอมรับ สิ่งเหล่านี้ เป็นแรงขับให้เด็กกลุ่มนี้เรียนเก่ง แต่เค้าคงไม่รู้หรอกว่า เค้าเรียนไปเพื่ออะไร &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนไม่เก่งเพราะรู้จักตัวเองตั้งแต่เด็กและปราศจากความกลัว&lt;br /&gt;เด็กกลุ่มนี้จะประสบผลสำเร็จอย่างสูง ในอนาคต และจะประสบผลสำเร็จได้รวดเร็ว พวกเค้ารู้ว่าตัวเอง ต้องการอะไร ตั้งแต่อายุยังน้อย และอยากจะทำมันตั้งแต่วันนั้นเลย&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนเก่งเพราะรู้จักตัวเองตั้งแต่เด็ก&lt;br /&gt;กลุ่มนี้ จะเรียนเพราะรู้ว่าเรียนเพื่ออะไร มีความเข้าใจในระบบสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และรู้ว่า เค้าเรียนไปเพื่ออะไร &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนไม่เก่งเพราะยังเด็กไม่ได้คิดอะไร&lt;br /&gt;กลุ่มนี้ก็เติบโตตามวัย เป็นปรกติ ใช้ชีวิตสมวัยเด็ก และยังคาดเดาไม่ได้ ว่าโตขึ้นจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เค้าต้องคิด&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนเก่งโดยธรรมชาติ&lt;br /&gt;อันนี้ไม่ทราบจะอธิบายยังไงเหมือนกันครับ เพราะสมองของคนเรา ไม่เท่ากัน และไม่เท่ากันจริงๆนะครับ ตอนผมนั่งเรียนเรื่อง Neuron network (โครงข่ายใยสมอง) อาจารย์บอกว่า ถ้าสมองของคนเราเท่ากันจริง นั่นหมายความว่า คนที่มีรางกายเล็กที่สุด จะต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุด ซึ่งไม่จริงครับ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนไม่เก่งเพราะสภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;      อันนี้ก็ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างประกอบกันครับ และสภาพแวดล้อม ก็ทำให้เด็กเรียนเก่งได้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เรียนไม่เก่ง เพราะเก่งเกินกว่า หลักสูตรจะวัดผลให้ตัวเค้าได้ หากผมจำไม่ผิด ตอนเด็กๆเคยดูการ์ตูนเรื่องราวชีวิตของ โทมัส อัลวา เอดิสัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลอดไฟได้ เป็นคนแรกของโลก รวมถึงเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม มากมาย ก็ไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่ง กลับกลายเป็นคนแปลกเสียด้วยซ้ำ ในการ์ตูนที่ผมได้ดู เอดิสันตอนเด็ก ถามคุณครูว่า "ทำมัยผีเสื้อถึงบินได้ครับ?" คุณครูก็หัวเราะ แล้วตอบว่า เพราะมีปีก ก็เลยบินได้ไงจ๊ะ เอดิสันถามต่อว่า "ทำมัยมีปีกถึงบินได้?" คุณครูตอบว่า อย่างนกมีปีก ก็บินได้จ่ะ ผีเสื้อก็มีปีก ก็บินได้เหมือนกัน แล้วก็มองว่า เอดิสัน ช่างเป็นเด็กที่ หัวอ่อน ตามไม่ทันเด็กนักเรียนคนอื่นจริงๆ ผมมองๆ ก็เดาไม่ออกว่าในใจ เอดิสัน กำลังต้องการคำตอบแบบไหน แต่คาดว่า คนที่จะมาตอบคำถาม เรื่องผีเสื้อทำมัยบินได้ของเอดิสัน ให้เค้าเข้าใจ คงจะมีแต่สองพี่น้องตระกูลไรท์ ที่ร่วมกันคิดค้นเครื่องบินเท่านั้น &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;จริงๆมีหลายเหตุผล แต่จะขอยกตัวอย่างแค่นี้นะครับ เพราะหัวใจของเรื่องนี้คือ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ผลการเรียนนั้น ได้ผลมากจากเครื่องมือวัด ซึ่งเครื่องมือวัดผล คือ หลักสูตร และตัวบุคคล นั้นก็คืออาจารย์ เครื่องมือวัด ย่อมต้องมีเปอร์เซ็นผิดพลาด Multi-meter ก็ยังมีเปอร์เซ็นผิดพลาดแจ้งไว้ แต่ อาจารย์กับหลักสูตร ไม่เคยแจ้งเปอร์เซ็นผิดพลาดของตัวเอง วัดตัวเองยังไม่ได้ จะเอาไปวัดคนอื่นได้ยังไง หากเอาหลักสูตรทีวัดตัวเองไม่ได้พวกนี้ ไปวัดคนอย่างเช่น เอดิสัน, ไอสไตล์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอา Multi-meter ตัวเล็กๆ ไปวัดคล่อม กระแสไฟฟ้า High voltage ซึ่งผลก็คือได้ค่าเท่ากับ 0 (เพราะ meter ขาด เข็มไม่กระดิก) &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;"ผลการเรียนนั้น นำมาเป็นเครื่องมือตัดสินคนไม่ได้"&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-2987485676560598324?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/2987485676560598324/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=2987485676560598324' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/2987485676560598324'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/2987485676560598324'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_1055.html' title='เก่ง ไม่เก่ง วัดกันตรงไหน?'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JsD65peiI/AAAAAAAAAeU/6hmPTpPG2Nk/s72-c/070701.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-664096258272276970</id><published>2007-12-26T21:53:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:05:14.731+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>ต่อจุดให้เป็นรูปร่าง โดยมองไปข้างหน้า</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JrSK5pehI/AAAAAAAAAeM/dl99awwig1U/s1600-h/070629.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JrSK5pehI/AAAAAAAAAeM/dl99awwig1U/s320/070629.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148295283945863698" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมได้รับ Forward e-mail เรื่อง &lt;u&gt;Stay Hungry. Stay Foolish.&lt;/u&gt; (จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอ จงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอ) ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับ การปาฐกถาพิเศษ ของ Steve Jobs CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นหนึ่งในบทความ ที่ดีที่สุด และได้รับการกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย ทั่วโลก ในการปาฐกถาพิเศษ ของ Steve Jobs มีข้อคิดมากมาย ทั้งการดำรงค์ชีวิต แง่คิดในการทำงาน และวิธีคิด เพื่อนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ หนึ่งในเรื่องราวดีๆทั้งหมดนั้น มีประโยคหนึ่ง ที่ Jobs กล่าวไว้ว่า "&lt;u&gt;เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้ โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทําได้ก็ต่อเมื่อ เรามองย้อนหลังไป&lt;/u&gt;"                                  &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;หลายคนอาจจะเคยคิด เคยสงสัยและถามตัวเองว่า "ทำมัยผมต้องเรียนเรื่องนั้น เรื่องนี้ ผมหาเหตุผล หรือประโยชน์จากการเรียน ไม่ได้เลย เมื่อเวลาไปทำงานจริง ก็ไม่เห็นเลยว่าจะได้ใช้ความรู้จากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา" ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของบ้านเราช่วงที่ผมได้เขียนบทความนี้ อาจจะไม่ดีนัก ผมเองเป็นคนหนึ่ง ที่ขาดศรัทธา ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ในบ้านเราปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะตามเวียดนามไม่ทันแล้ว เป็นเรื่องแปลก ที่เทคโนโลยี หรืองานวิจัยใหม่ๆ มักจะออกมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในยุโรป และอเมริกา แต่ในประเทศไทย มหาวิทยาลัย กลับต้องรับเทคโนโลยีจากภาคเอกชน ทั้งที่ในมหาวิทยาลัย มีนักวิชาการ มีด็อกเตอร์ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ มากมาย ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า หากด็อกเตอร์บ้านเรา ให้ความสนใจ กับการทำโครงงานของนักศึกษา และยอมรับความแปลก ที่แตกต่างของนักศึกษามากกว่านี้ ไม่ยึดตามหลักวิชาการมากเกินไป ยอมรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ที่ขาดเหตุผลสนับสนุนบ้าง ปล่อยให้นักศึกษาทำไป อย่างที่ตัวด็อกเตอร์เองคิดว่าผิด แล้วค่อยมาดูเอาท์พุตกันที่หลั้ง อย่ามัวแต่คอยบอกว่า นักศึกษาทำผิดหลักการที่เคยมีมา และไม่ยอมให้ทำ หากยังเป็นแบบนี้ จะไม่มี Innovator เกิดขึ้นจากมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพราะทฤษฎี ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าถูกต้องที่สุด ยังคงโดนหักล้างอยู่ตลอดเวลา ในทุกๆวัน ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Software ที่ถูกต้องที่ผมได้เรียนจากมหาลัย ต้องเริ่มออกแบบจาก Database ก่อน ทำ Database Relationship เขียน E-R Diagram, Context Diagram หากไม่ทำอย่างนี้ คุณอาจจะสอบตก ตั้งแต่ยื่นเอกสาร เพื่อขอสอบโครงการ&lt;u&gt;ในบางมหาวิทยาลัย&lt;/u&gt; แต่ปัจจุบัน RUP (Rational Unifield Process) ของ IBM ไม่ได้แนะนำให้ออกแบบ Software จาก Database แล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นาน การตรวจเอกสาร Thesis ในมหาวิทยาลัยของเรา ก็คงค่อยๆปรับตาม เพราะมันออกมาจาก IBM ไม่ได้ออกมาจากนักศึกษา&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;แต่.. ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังสนับสนุน ให้ทุกๆคน ได้ตั้งใจเรียน ตั้งใจศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในระดับชั้นการเรียนใดๆ เพราะสิงที่เราได้เรียนรู้นั้น เราได้นำไปใช้ตลอดเวลา ทั้งที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัว รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คุณกำลังทำในตอนนี้ แล้วมองไม่เห็นว่า จะเอาไปใช้ได้อย่างไร ในอนาคต หากเป็นสิ่งที่ดี ควรทำให้ดีที่สุด เพราะความรู้จะอยู่กับตัวเราตลอดไป เพราะ "&lt;u&gt;เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้ โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทําได้ก็ต่อเมื่อ เรามองย้อนหลังไป&lt;/u&gt;" แล้ววันนึง คุณจะคิดในใจว่า ถ้าวันที่ผ่านมานั้น เราไม่ได้เรียนรู้ หรือเคยทำสิ่งนี้ไว้ แล้วเราจะประสบผลสำเร็จเช่นวันนี้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่รู้&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;&lt;a href="http://news-service.stanford.edu/news/2005/june15/jobs-061505.html"&gt;'You've got to find what you love,' Jobs says &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-664096258272276970?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/664096258272276970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=664096258272276970' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/664096258272276970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/664096258272276970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_8598.html' title='ต่อจุดให้เป็นรูปร่าง โดยมองไปข้างหน้า'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JrSK5pehI/AAAAAAAAAeM/dl99awwig1U/s72-c/070629.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-8184296095806481029</id><published>2007-12-26T21:52:00.001+07:00</published><updated>2008-01-02T11:05:37.151+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>ใช้ความเป็นคนไม่ฉลาด ได้อย่างฉลาด</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jq1a5pegI/AAAAAAAAAeE/Qu353FTnfi4/s1600-h/070624.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jq1a5pegI/AAAAAAAAAeE/Qu353FTnfi4/s320/070624.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148294790024624642" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;หลายๆคนหรือทุกคน ก็รู้และเข้าใจดี ในเรื่องที่เราไม่สามารถตัดสินคนจาก ลักษณะภายนอกได้ แต่ถึงอย่างไร ก็เชื่อได้ว่า หลายๆคน ไม่ได้มีสติ หรือไม่สามาถรู้ทันจิตใจของตัวเองได้ตลอดเวลา ว่าตัวเองนั้น กำลังตัดสินคน จากบุคลิกที่เราเห็นเพียงผิวเผิน จากลักษณะภายนอก ยกตัวอย่างได้เช่น คนนี้เราพบเพียงครั้งแรก ก็รู้สึกไม่ถูกชะตาแล้ว หรือคนนี้ เราพบครั้งแรก พูดกันไม่กี่ประโยค ก็รู้สึกว่าถูกใจ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ในสามก๊ก เตียวฮุย เป็นพี่น้องร่วมสาบาน กับกวนอู และเล่าปี่ผู้ก่อตั้งจ๊กก๊ก เตียวฮุย มีนิสัย มุทะลุ ดุดัน ขาดเหตุผล ใจร้อน แต่มีความจริงจัง จริงใจ และเป็นคนเปิดเผย ไร้เล่เหลี่ยม มีความอดทนต่ำ ซึ่งทุกคนที่รู้จักเตียวฮุย รู้จักอุปนิสัยส่วนตัวอันนี้ของเตียวฮุย เป็นอย่างดี และนิสัยเสียอีกอย่าง ของเตียวฮุยก็คือ ชอบดื่มสุรา ไม่ว่าจะเป็นในเวลาที่กำลังทำงานใหญ่อยู่ ก็ยังดื่ม จนทำให้เสียการใหญ่หลายๆครั้ง &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ครั้งหนึ่ง ด้วยความจำเป็นบางอย่าง ทำให้เตียวฮุยได้รับมอบหมาย ให้ดูแลกองทัพ เพื่อไม่ให้ข้าศึกโจมตี หลายๆคนแสดงออกไม่อยากให้เตียวฮุย รับหน้าที่นี้ เพราะเป็นห่วงว่า เตียวฮุยจะมัวแต่กินเหล้า รักสนุก จนทำให้เสียการใหญ่ แต่ก็จำเป็นต้องให้เตียวฮุยรับหน้าที่นี้ เพราะไม่เหลือใครพอที่จะทำหน้าที่นี้ได้แล้ว เตียวฮุยทั้งโกรธ และรู้สึกน้อยใจ ในเวลาเดียวกัน เมื่อถึงเวลาทำให้หน้าดูแลทัพ ในกองทัพที่เตียวฮุยดูแลอยู่นั้น ก็มีไส้ศึก ของข้าศึกแฝงตัวอยู่ เพื่อรายงานสถานะการ และไม่ผิดกันเลย กับที่ทางข้าศึก ได้ประเมินเอาไว้ เตียวฮุยทำหน้าที่ได้เพียงไม่กี่วัน ก็รู้สึกเบื่อ เลยชวนทั้งแม่ทัพ ทั้งทหารพากันดื่มสุรา กันอย่างเมามายทั้งวันทั้งคืน เมื่อไส้ศึกได้รายงานออกไป ทัพของข้าศึกก็ตัดสินใจ ยกมาโจมตี ทัพที่เตียวฮุยดูแลอยู่ แต่ครั้งนี้ กลับผิดคาด เนื่องจากเตียวฮุยรู้ว่า มีไส้ศึก เลยใช้จุดอ่อนของตัวเอง แกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจการงาน แต่กลับวางแผน ล่อข้าศึก ให้มาติดกับ ถึงในค่ายของตน จนสามารถปราบข้าศึกได้ทั้งหมด และยังยกทัพไปยึด เมืองได้อีกเมือง เพราะ ทหารถูกส่งออกมาตายในทัพเตียวฮุยจนหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในครั้งนี้ เตียวฮุยยังสามารถ กล่อมแม่ทัพฝีมือดีของฝ่ายตรงข้าม ให้มาอยู่กับฝ่ายตนเองได้อีกด้วย โดยอาศัยการเลียนแบบ บุคลิก ความนอบน้อมถ่อมตน และให้ความสำคัญกับคนมีฝีมือ ของเล่าปี่พี่ร่วมสาบาน ซึ่งเตียวฮุยได้มีโอกาสเห็นการทำงานของเล่าปี่อยู่บ่อยๆ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ไม่ต่างกับบทกวี ของท่าน สุนทร ภู่ ที่ว่า&lt;br /&gt;"แล้วสอนว่า อย่าไว้ ใจมนุษย์ มันแสนสุด ลึกล้ำ เหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์ พันเกี่ยว ที่เลี้ยวลด ก็ไม่คด เหมือนหนึ่งใน น้ำใจคน" &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;'หากการอ้างอิงถึงเรื่องสามก๊ก และท่านสุนทร ภู่ มีความผิดพลาด แต่ประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่ด้วยด้วย'&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-8184296095806481029?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/8184296095806481029/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=8184296095806481029' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/8184296095806481029'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/8184296095806481029'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_1110.html' title='ใช้ความเป็นคนไม่ฉลาด ได้อย่างฉลาด'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jq1a5pegI/AAAAAAAAAeE/Qu353FTnfi4/s72-c/070624.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-1908640504117335512</id><published>2007-12-26T21:49:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:05:58.650+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>ทำงานหนักที่สุด ประสบผลสำเร็จที่สุด?</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JqL65pefI/AAAAAAAAAd8/bzd7_Rxcxh0/s1600-h/070617.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JqL65pefI/AAAAAAAAAd8/bzd7_Rxcxh0/s320/070617.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148294077060053490" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;"คุณกำลังขุดดินหลังบ้านอยู่รึปล่าว?"&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ผมก็เป็นคนนึง ที่เคยทำงานหนักเหมือนขุดดินหลังบ้านตัวเอง ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เพราะได้อ่านนานมาแล้ว แต่ยังคงจำสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างว่า มีชายชาวยุโรปคนหนึ่ง ได้เดินทางไปหาหมอดูชื่อดัง และชายยุโรปผู้นั้น ได้ถามหมอดูว่า "ทำอย่างไร ผมจะประสบผลสำเร็จ และมีฐานะร่ำรวย" หมอดูตอบว่า "หากท่านทำงานหนักที่สุด ท่านจะเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ และร่ำรวยที่สุด" หลังจากได้ยินเช่นนั้นแล้ว ชายชาวยุโรปผู้นี้ ก็รีบร้อนกลับบ้าน และคว้าจอบขึ้นมา เดินไปหลังบ้านและมีจุดมุ่งหมายว่า เค้าจะขุดดินหลังบ้านของเค้าเอง ให้ลึกที่สุด และทำทั้งวันทั้งคืน เท่าที่เค้าจะพอมีแรงทำได้ จนวันหนึ่ง เค้าอ่อนแรงลง จนไม่สามารถขุดต่อไปได้ และพบว่า เค้าก็ยังไม่ร่ำรวยขึ้น อย่างที่หมดดูทำนาย ซักที ทั้งๆที่เค้าก็ทำงานอย่างหนักที่สุดแล้ว &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;บางที หลายๆคน รวมถึงตัวผมเองด้วย ก็ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวัน โดยการตั้งใจทำงานหนัก แต่เหมือนการขุดดินหลังบ้าน บางครั้งเราไม่รู้ตัวเลย และอาจจะภาคภูมิใจ กับการขุดดินของเรา จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อาจไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นถึงสิบปี กว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลัง "ขุดดินหลังบ้าน" เมื่อรู้ว่า ความรู้ความสามารถ ที่เราสั่งสมมา ใช้ไม่ได้ หรือต่อยอดไม่ได้เลยในวันนี้ ต่างกับ อาซิ่ม อาม่า ที่ขายของ ขายข้าว และได้เพิ่ม Skill ในการขาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เศรษฐกิจไม่ดีทำไง ช่วงไม่มีลูกค้า ดำรงชีวิตยังไง แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองทุกวัน&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;หากเราได้ลองเสียเวลาคิด ไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะเลือกทำ หรือ ไม่ทำอะไร จะพบว่า เราจะใช้เวลาในการทำงานให้เป็นผลสำเร็จได้เร็วกว่า ที่เราจะลงมือทำเลยในทั้นที ตอนผมทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็น Pre-sales ผมมีหัวหน้า คนหนึ่งชื่อพี่ต่อ และพี่ต่อเคยพูดกับทุกๆคนในทีมว่า "อย่าทำตัว Busy" ซึ่งคำว่าอย่าทำตัว Busy ของพี่ต่อ ผมก็ได้พี่เคน มาช่วยอธิบายว่า งานที่เข้ามาจากทางฝ่าย Sales เราเป็น Pre-sales เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะแต่ละงานนั้น มีโอกาสไม่เท่ากัน เราต้องศึกษาและ ปรึกษาคนในทีม เลือกทำเฉพาะงาน หรือโปรเจค ที่เรามีโอกาสจะชนะได้ ส่วนงานที่ไม่มีโอกาสเลย เราต้องตัดทิ้ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ผลอะไร จะทำให้เป็นการเพิ่มงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็คือเหมือนขุดดินหลังบ้านนั้นเอง&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ที่ผมนั่งเขียนอยู่ ผมกำลังขุดดินหลังบ้านรึปล่าว?&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-1908640504117335512?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/1908640504117335512/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=1908640504117335512' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/1908640504117335512'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/1908640504117335512'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_8894.html' title='ทำงานหนักที่สุด ประสบผลสำเร็จที่สุด?'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JqL65pefI/AAAAAAAAAd8/bzd7_Rxcxh0/s72-c/070617.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-2279528190812301792</id><published>2007-12-26T21:47:00.001+07:00</published><updated>2008-01-02T11:06:25.810+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>แล้วคุณล่ะ เป็นผู้นำแบบไหน</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jpsa5peeI/AAAAAAAAAd0/Xjizod-H-10/s1600-h/070610.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jpsa5peeI/AAAAAAAAAd0/Xjizod-H-10/s320/070610.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148293535894174178" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ในสามก๊ก ได้สื่อให้เห็นบุคลิก และความแตกต่าง ของผู้นำ ของก๊กทั้งสาม โดยลักษณะของผู้นำแต่ละคน ก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน จนถึงวันนี้ ยังไม่อาจตัดสินได้ ว่าความเป็นผู้นำ ในแบบไหน จะดีที่สุด และประสบผลสำเร็จที่สุด ผู้ที่ดูสามก๊กนั้น ต่างก็มีตัวละครที่ตนเองชอบ อยู่ในใจแตกต่างกันไป หลายคนชอบ ความอ่อนน้อมและรู้จักใช้คนของเล่าปี่ หลายคนชอบความเด็ดขาดของโจโฉ บางคนชอบความเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ อย่างซุนกวน แต่บนความต่างเหล่านี้ ต่างก็พาพวกเขาเหล่านั้น ขึ้นสู่ความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;&lt;u&gt;โจโฉ ผู้ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;โจโฉ เป็นผู้นำที่มีจิตใจ เด็ดเดี่ยว และมีความเด็ดขาด มากที่สุด ในบรรดาผู้นำทั้งสาม ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากตัวเอง &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เมื่อตอนยังไม่มีอำนาจ เป็นคนฉลาด รู้ว่าจังหวะไหนควรผ่อนเบา ตอนไหนเป็นจังหวะที่จะไล่รุกได้ ตอนไหนควรสงบ และเก็บความคิดเอาไว้ กล้าเสี่ยงเมื่อถึงเวลาที่ควรจะเสี่ยง &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เมื่อขึ้นสู่อำนาจ มีความฉลาด เฉลียว ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เคยยอมรับความผิด เข้ามาใส่ตัวเอง ฆ่าได้แม้กระทั้งญาติพี่น้อง เพื่อตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ยอมฆ่าคน พันคนเพื่อให้พบคนผิดเพียงคนเดียว ครั้งหนึ่ง เคยสั่งประหาร นายเสบียงที่จงรักภักดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาด้านขวัญกำลังใจ ของทหาร เคยแกล้งละเมอฆ่าคนรับใช้ เพื่อแสดงให้ทหารที่เพิ่งเข้ามาใหม่ และตนไม่ไว้ใจได้เห็น เพียงเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;&lt;u&gt;เล่าปี่ ผู้ที่ก้มหัวให้กับคนทุกชนชั้น&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;เล่าปี่ เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติคนทุกชนชั้น มีความสุขุม ฉลาดลึกซึ้ง มีความเป็นผู้ดี รู้จักใช้คน นับถือคนมีความสามารถ มีกลวิธี ที่จะผูกใจคน และดึงคนมีความสามารถมาทำงานให้ อย่างเต็มใจ คนที่มาทำงานให้เล่าปี่ มักจะมาทำงานด้วยใจ ทุ่มเทให้ทั้งกาย ทั้งใจ เพราะเล่าปี่เป็นผู้ที่ซื้อใจคน ด้วยใจ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เมื่อครั้งตอนที่ เล่าปีจะดึงเอาขงเบ้งมาทำงานให้ตน เล่าปี่ ได้เข้าไปหาขงเบ้ง ถึงสามครั้ง ในขณะที่พี่น้องคนอื่นทนรอไม่ไหว แต่เล่าปี่ยังคงแสดงความตั้งใจ ที่จะให้ขงเบ้งไปทำงานกับตนให้ได้ ขงเบ้งเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้า "รู้แจ้ง ฟ้าจบดิน" แม้รู้ว่า หากตนไปทำงานให้เล่าปี่แล้ว ตนเองต้องตาย แต่ขงเบ้งก็ยัง ยอมที่จะไปทำงานให้เล่าปี่ เพราะแพ้จิตใจของเล่าปี่&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;แต่ในบางครั้ง เล่าปี่ก็ให้ความสำคัญกับคน จนทำให้เสียงานใหญ่ ขาดความเด็ดขาดอย่างเช่นที่โจโฉมี แต่ถึ่งกระนั้น เล่าปี่เป็นผู้ที่มีบารมี สูงส่ง ด้วยความดี ทำให้คนที่เล่าปี่ ต่างก็ทำด้วยความเต็มใจมิใช่ความกลัวเกรง ถึงทุกวันนี้ ยังมีบางคนตั้งข้อสงสัยว่า เล่าปี่เป็นคนดีจริงๆ หรือหลอกใช้คน ได้อย่าแนบเนียนกันแน่ อันนี้ แล้วแต่คนจะตีความ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;&lt;u&gt;ซุนกวน ผู้ที่มีความเป็นผู้นำโดยสมบูรณ์แบบ&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;ซุนกวน เป็นคนที่มีความสามารถทางด้านการรับรู้ข้อมูล จากกุนสือทั้งหลาย และนำมาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยตัวเอง การตัดสินใจแต่ละครั้ง แทบไม่มีโอกาสผิดพลาดเลย มีจิตใจกว้างขวาง วางตัวเป็นกลางได้ดี&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ซุนกวน เป็นผู้นำที่ไม่มีความเป็นสุดขั้วทางด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ ของการเป็นผู้นำที่ดี ฟังความเห็นคนรอบข้าง ประคองตนด้วยทางสายกลาง เข้ากับพวกไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ก๊กของเล่าปี่ หรือโจโฉ และมักจะเลือก ทางที่ตนเองได้ประโยชน์ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;แต่เหตุที่ซุนกวนเป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะในบรรดา ก๊กทั้งสามนั้น ง้อก๊ก ของซุนกวน เล็กกว่า จ๊กก๊กของเล่าปี่ และวุยก๊กของโจโฉ แต่ ง้อก๊กตังอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ซุนกวนจึงจำเป็นต้องผูกมิตรกับทุกคน เพราะไม่อาจต่อกรกับใครได้ ต่างกับจ๊กก๊ก และวุยก๊ก ที่เป็นคนละขั้วกันอย่างชัดเจน ขนาดใกล้เคียงกัน แต่หากใครได้ ง้อก๊กของซุนกวน มาร่วมเป็นพวก ก็จะสามารถถล่มอีกฝ่ายได้ราบคาบ จึงทำให้ ซุนกวนกลับกลายเป็นผู้ที่เลือกได้ ว่าจะอยู่ข้างใด กลายเป็นก๊กเนื้อหอมไปซะงั้น&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ดูๆไปคล้ายกับการเมืองไทยก่อนรัฐประหารยังไงไม่รู้นะครับ.. บังเอิญๆ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;แล้วคุณล่ะ.. ชอบแบบไหน? เป็นแบบไหน?&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-2279528190812301792?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/2279528190812301792/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=2279528190812301792' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/2279528190812301792'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/2279528190812301792'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_1381.html' title='แล้วคุณล่ะ เป็นผู้นำแบบไหน'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jpsa5peeI/AAAAAAAAAd0/Xjizod-H-10/s72-c/070610.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-2578427390511646522</id><published>2007-12-26T21:42:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:06:45.800+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>คิดแล้วทำ หรือ คิดแล้วคิดอีก</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jo8a5pedI/AAAAAAAAAds/coY_s1rQS84/s1600-h/070603.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jo8a5pedI/AAAAAAAAAds/coY_s1rQS84/s320/070603.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148292711260453330" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ทุกคนมีความคิด และมุมมองของตนเอง แนวความคิดของแต่ละคน ถูกปรุงแต่งด้วยบรรทัดฐานทางจิตใจ ของแต่ละคนนั้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;                                  &lt;br /&gt;ผมเป็นคนนึงที่เคยถือเอาว่า การที่เราได้ริเริ่มความคิดสร้างสรรค์อะไรต่ออะไรมากมาย นั้นคือความสำเร็จ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำ เลย หรือบางที ก็ทำได้แค่ครึ่งๆกลางๆ&lt;br /&gt;            &lt;br /&gt;วันหนึ่งได้ลองมองย้อนมาดูตัวเอง พบว่าตัวเองได้แต่คิด แล้วก็คิด เพราะเอาท์พุตที่เห็นนั้น ไม่ได้แตกต่าง หรือดีกว่าคนอื่นๆ เลย ซึ่งจริงๆแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ในใจหรือไม่&lt;br /&gt;            &lt;br /&gt;       แล้วใครล่ะ ที่คิดแล้วทำ?&lt;br /&gt;หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่เคยแสดงความคิดเลย เพราะการไม่แสดงความคิด ไม่ได้หมายความว่าเค้าผู้นั้นไม่ได้คิด แต่ความคิด ของเค้านั้น ได้ถ่ายทอดมาเป็นการกระทำ อย่างราบรื่น จนดูเหมือนว่าเค้าคนนั้นไม่ได้คิด&lt;br /&gt;            &lt;br /&gt;เป็นความบังเอิญหรือไม่ ที่เจ้าของร้านขายหมูปิ้งรถเข็น ข้างๆอาคาร Software Park (ตึกกระทรวงยุติธรรม) ขายได้กว่าพันไม้ ต่อหนึ่งวัน ทำให้รายได้เค้าสูงกว่า คน 80% ที่ทำงานอยู่ในอาคารนั้น หรือว่าบังเอิญ ที่สาวน้อย ใต้อาคาร เล้าเป้งง้วนทาวเวอร์ ขายกาแฟ แก้วละ 25 บาท ได้มากกว่า 200 แก้วต่อวัน&lt;br /&gt;            &lt;br /&gt;       หรือว่า เค้าเหล่านั้น คิดแล้วทำ &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-2578427390511646522?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/2578427390511646522/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=2578427390511646522' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/2578427390511646522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/2578427390511646522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_6330.html' title='คิดแล้วทำ หรือ คิดแล้วคิดอีก'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jo8a5pedI/AAAAAAAAAds/coY_s1rQS84/s72-c/070603.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-8604924492656747112</id><published>2007-12-26T21:40:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:07:08.947+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JoLq5pecI/AAAAAAAAAdk/SzkIoxGNQrc/s1600-h/thesis.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JoLq5pecI/AAAAAAAAAdk/SzkIoxGNQrc/s320/thesis.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148291873741830594" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ครั้งหนึ่ง ผมได้นำเสนอความก้าวหน้าโครงงาน ต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้มีคุณวุฒิ ในขณะที่ผมกำลังให้ข้อมูลอ้างอิง ในโครงงานที่ผมทำอยู่นั้น มี ดร.หญิง ท่านนึง ถามขึ้นมาว่า "คุณได้ข้อมูลมาจากไหน" ผมตอบว่า "Internet ครับ" ดร. ท่านนั้นถามต่อว่า "คุณรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นข้อมูล ที่ถูกต้อง" นี่เป็นต้นกำเนิด ของเรื่องที่เราจะคุยกันนี้ครับ        &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;หลายคนรู้อยู่ครับ ว่าข้อมูลบน Internet นั้น มีมากมาย มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลที่ผิดๆ และเราไม่สามารถนำข้อมูล ที่ได้จากการค้นหาทาง Internet มาเป็นการอ้างอิง ในการนำเสนอ การทำวิทยานิพนธ์ หรือรายงานทางวิชาการได้ และผมเชื่อว่า ไม่ใช่ผมคนเดียว ที่โดนคำถามแบบนี้ในตอนนำเสนอโครงงาน ต่อหน้าคณะกรรมการ, คนทั่วไป จะใช้บรรทัดฐานทางจิตใจ และพื้นฐานความรู้เดิมของตนเอง มาเป็นเครื่องมือวัด ว่าข้อมูลที่รับมานั้น เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือผิด ส่วนนักวิชาการ นักวิจัย ใช้การทดลองซ้ำ เพื่อพิสูจน์ข้อมูลเหล่านั้นที่ได้มา ว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดใดๆ ก็ล้วนมีเปอร์เซ็นผิดพลาดทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องมือวัด ที่เป็นบุคคล (แม้แต่เครื่องมือวัดทางไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยังมีเปอร์เซ็นผิดพลาดเลย) แม้ถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครยืนยัน ว่าทฤษฎีของไอน์สไตล์ ถูกต้องทั้งหมด &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;       &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;ในขณะที่ผมกำลังรับคำแนะนำว่า ข้อมูลจาก Internet นั้นเชื่อถือไม่ได้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ถามกลับไปว่า ข้อมูลจากไหนที่เราควรจะเชื่อถือ แต่ผมก็ได้รับคำตอบนั้น ทันที ในขณะนั้นโดยไม่ต้องถาม ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ เป็นหนังสือ ที่เขียนขึ้นโดยผู้มีคุณวุฒิ ที่ทัวประเทศ หรือทั่วโลก ยอมรับกัน อาจจะเป็นหนังสือเรียน ที่มหาวิทยาลัย ดังๆ ในต่างประเทศ อย่าง MIT ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งผมก็เห็นด้วยบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า การเห็นด้วยบ้าง ของผมนั้น ตั้งอยู่บน บรรทัดฐานของผมเอง ผมไม่อาจทราบได้ว่า ความรู้สึก "เห็นด้วยบ้าง" ของผมนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;       &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;ครั้งนึง มีความเชื่อจากนักปราชญ์โบราณ กล่าวไว้ว่า หากเอาขยะมารวมๆกัน ใส่กระป๋อง ปิดฝาทิ้งไว้ จะทำให้เกิด สัตว์อย่างหนูขึ้นมาได้ และไม่มีใครเคยค้านความคิดนั้น ต่อมา มีนักวิทยาศาสตร์คนนึง กล่าวว่า สิ่งมีชีวิต ต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ยังไม่สามารถทำให้คนในยุคนั้นเชื่อได้ จนต้องใช้ความพยายาม ในการพิสูจน์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่ประจักษ์ว่า ทฤษฎีของเค้าถูกต้อง, เช่นเดียวกัน หากเราจะบอกว่า ข่าวสารที่เราได้จาก Internet ที่เราได้มานั้นถูกต้อง กว่าหนังสือที่แต่งโดยนักวิชาการ ซึ่งอาจจะถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง แต่เราได้พิสูจน์ ทดสอบ หรือวิจัยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เผยแพร่การทดสอบ และผลการทดสอบ ให้เป็นที่ยอมรับ รับรองได้ว่า คุณโดนนักวิชาการ เหยียบจมดินแน่นอน, แต่หากสมมุติว่าคุณเป็น Microsoft หรือ Google แล้วคุณคิดทฤษฎีต่างๆ ที่สวนทาง กับหลักวิชาการที่เคยเป็นมาทั้งหมด แล้วคุณทำเงินมหาศาล ด้วยทฤษฎีของคุณ แล้วสมมุติต่อ ว่าคุณประสบผลสำเร็จ โดยการฟลุ๊ค และคุณก็รู้ตัว และคุณรู้สึกเขินตัวเองอยู่นิดหน่อย ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทฤษฎีของคุณจะถูกบรรจุลงในวิชาเรียน โดยนักวิชาการ และได้รับการสรรเสริญต่างๆนาๆ จนรับไม่ทันอย่างแน่นอน (อันนี้ขำๆนะครับ หุหุ...) &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;       &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;อาจจะพอสรุป อย่างไม่มีหลักการได้ว่า ข้อมูล หรือทฤษฎีนั้น โดนหักล้างได้ตลอดเวลา โดยผู้ที่สามารถให้เหตุผลสนับสนุนได้มากว่า และสามารถพิสูจน์ ให้คนส่วนมากยอมรับได้มากกว่า ซึ่งคำว่า ถูกต้องที่สุดในวันนี้ อาจจะ เป็นสิ่งที่ผิด ในวันข้างหน้าก็ได้ พระพุทธเจ้าเคยพูดไว้ว่า "อย่าเชื่อเพียงเพราะ ผู้นั้นเป็นศาสดา"&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-8604924492656747112?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/8604924492656747112/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=8604924492656747112' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/8604924492656747112'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/8604924492656747112'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post_26.html' title='ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3JoLq5pecI/AAAAAAAAAdk/SzkIoxGNQrc/s72-c/thesis.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-947294376815350939</id><published>2007-12-26T21:37:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:07:41.090+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>พฤติกรรมของคน ในองค์กร</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jna65pebI/AAAAAAAAAdc/rJYqHJ3gO30/s1600-h/behavior.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jna65pebI/AAAAAAAAAdc/rJYqHJ3gO30/s320/behavior.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148291036223207858" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แรงจูงใจ ที่ทำให้ผมได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เกิดจากความสงสัย และสังเกตุการทำงาน ของผู้คนรอบๆตัว ในขณะที่ทำงานอยู่ในบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสงสัยมานาน ว่าทำมัยบางคน กลับบ้านดึกทุกวันจนเป็นนิสัย ทำมัยบางคนกลับทันทีเมื่อถึงเวลาเลิกงาน และบางคน กลับดึกบ้าง กลับตามเวลาบ้าง โดยในตอนแรกๆ ผมคิดเอาเองว่า คนที่กลับดึกๆ เค้าคงงานยุ่ง มีงานเยอะจนทำไม่ทัน แต่หลังจากได้ศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ โดยการสอบถาม จากแต่ละคน ที่ผมมีความสนิทสนม หลายๆคน และแต่ละคน ก็มีพฤติกรรมการกลับบ้าน ที่แตกต่างกัน เลยอยากเอาข้อมูลที่ได้ มาสรุปให้ผู้สนใจได้อ่านกัน &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;มาเช้า กลับดึก" เป็นสิ่งที่องค์กร อยากให้พนักงานบริษัททำ จริงหรือ? คำตอบคือ ไม่จริงเสมอไป ไม่จริงเสมอไป นั้นหมายความว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร แต่ทั่วๆไปที่เราเห็นๆกัน คือคนที่มาเช้า กลับดึก ดูจะเป็นคนขยัน และมีความรับผิดชอบกว่าคนอื่นๆ ในบางองค์กร หากใครกลับบ้านตรงเวลา อาจจะโดนเพ่งเล็งได้ ก็เลยมีอีกหลายๆคน ใช้วิธี "มาสาย กลับดึก" เพราะการกลับดึก มันดูเหมือนกับว่า เรามีงานต้องทำเยอะ เลยต้องกลับดึก เหมือนจะดูดีกว่า การกลับตรงเวลา ส่วนคนที่ "มาเช้า กลับตรงเวลา" เลยกลายเป็นคนที่ดูไม่ดี &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                  &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;ในความเป็นจริง เราไม่สามารถสรุปได้ว่า ใช้เวลาในการทำงานแบบไหน ถึงจะดีที่สุด เพราะลักษณะงานนั้น มีความแตกต่างกัน เช่น หากทำงานในหน้าที่ ที่เกี่ยวกับงานด้าน Support ก็ไม่สามารถที่จะกำหนดได้ ว่าจะต้องทำงานในช่วงเวลา การทำงานปกติของคนทั่วไป แต่หากเป็นคนทำงานออฟฟิศ ทั่วๆไป ควรจะบริหารเวลาการทำงาน ของตัวเองให้ได้ ทุกคนมีเวลาเท่าๆกัน หมดเวลางานแล้ว ควรจะไปทำกิจกรรมอย่างอื่น จริงๆแล้ว การที่ทำงานเลยเวลาปกติทุกวัน สำหรับคนทำงานออฟฟิศนั้น แสดงให้เห็นถึง การบริหารเวลาได้ไม่ดีเท่าที่ควร, ตลอดเวลาที่ผมได้สังเกตุการ ผมได้เปรียบเทียบ และสอบถาม ลักษณะ และปริมาณงาน ของหลายๆคน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เหมือนๆกัน และพบว่า บางคนต้องใช้เวลาจนดึกอยู่บ่อยๆ เพื่อทำงานของตัวเองให้เสร็จ แต่บางคน กลับบ้านตรงเวลาทุกวัน ซึ่งงานที่ได้รับผิดชอบ ก็เสร็จเหมือนๆกัน หลายๆคน ดูยุ่งกับการทำงาน หน้าหงิก หน้างอ ทุกวัน แต่หลายๆ คน ก็ยิ้มแย้ม ทักทายเพื่อนๆ ไปทานข้าวตรงเวลา แต่งานก็เสร็จเหมือนกัน ทั้งๆ ที่หน้าที่รับผิดชอบไม่ต่างกัน จึงอาจพอสรุปได้ว่า เป็นพฤติกรรม การทำงานที่ไม่เหมือนกันมากกว่า และที่สำคัญ คนที่กลับบ้านตรงเวลา จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ขององค์กร ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าอินเตอร์เน็ต อาจจะรวมถึงค่า OT ด้วย แถมยังมีเวลาเหลือ ที่จะได้ไปทำกิจกรรม ของตัวเองอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                  &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;"&gt;"'งานที่เรารับผิดชอบอยู่เป็นงานยาก ไม่เหมือนงานของคนอื่นๆทั่วไป"&lt;br /&gt;ประโยคแบบบรรทัดบนนี้ อาจจะเป็นเหตุผล ที่หลายๆคนให้กับตัวเอง เวลาที่กำลังคร่ำเคร่งกับงาน และกำลังใช้เวลาส่วนใหญ่ ของชีวิต ทุ่มเทให้กับงานที่ตนเองทำอยู่ ผมขออนุญาติยกตัวอย่าง ที่ผมเห็นใกล้ๆตัวมาเลย ตัวผมเอง ช่วงทำงานใหม่ๆ รู้สึกว่า งานของตัวเองนั้นยากมาก จนทำให้ตัวผมไม่สามารถ จะมีเวลาไปเที่ยว กับเพื่อนๆ หรือไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ เวลาเพื่อนๆ นัดกันไปไหนมาไหน ผมจะไม่ตอบตกลงอยู่บ่อยๆ ผมรู้สึกว่า การเป็น Application Developer หรือ Programmer นั้น ต้องฝึกฝน เขียนโปรแกรมอยู่ตลอดเวลา หากไม่ทำงานตลอดเวลา คงจะเป็น Programmer ที่ดีไม่ได้ ผมไม่เคยลองสังเกตุดูเลยว่า ในกลุ่มเพื่อนๆ ที่ไปสังสรรค์กันนั้น ก็มีบางคนที่ทำงานแบบเดียวกัน กับที่ผมทำอยู่ และเค้าก็ทำผลงานได้ดีกว่าผมเสียด้วย แต่เค้าไม่เคยพลาดนัดกับเพื่อนๆเลย กว่าผมจะรู้ตัวว่า ตัวเองหลงประเด็น ต้องใช้เวลาถึงสองปี ถึงจะรู้ตัวว่า ตัวเองเสียโอกาส ในการพบปะเพื่อนฝูงไปมาก ด้วยเหตุผลของการจัดการกับตัวเองไม่ได้ การมกหมุ่นอยู่กับงาน ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น คนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนอื่น คือคนที่ได้ดำเนินชีวิต อย่างมีความสุข และได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ มากกว่าคนอื่นๆ&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                  &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-947294376815350939?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/947294376815350939/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=947294376815350939' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/947294376815350939'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/947294376815350939'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='พฤติกรรมของคน ในองค์กร'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jna65pebI/AAAAAAAAAdc/rJYqHJ3gO30/s72-c/behavior.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7312685439767319403.post-4837934815547153736</id><published>2007-12-26T16:13:00.000+07:00</published><updated>2008-01-02T11:08:05.482+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความของปอนด์'/><title type='text'>ทำผลงาน, วิจารณ์ เพื่อสร้างชื่อ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jm2K5peaI/AAAAAAAAAdU/0TnGEY2uQ7Q/s1600-h/070729.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jm2K5peaI/AAAAAAAAAdU/0TnGEY2uQ7Q/s320/070729.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5148290404863015330" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;"ขุนศึกที่เก่งกล้า หรือจะสู้เสนาที่ใช้ลิ้น" เป็นสุภาษิตจีนที่มีมาแต่โบราณ แต่ยังคงเป็นคำกล่าวที่เป็นจริง จนถึงทุกวันนี้, และเป็นเรื่องจริง ที่ขุนศึก ที่มีความเก่งกล้า สามารถปราบศัตรูได้ในทุกสนามรบ ก็อาจจะมีความดีความชอบ น้อยกว่าเหล่าบรรดาเสนา ที่อยู่ในวัง อยู่ใกล้ชิดผู้นำผู้มีอำนาจ และใช้เพียงแค่วาจาสร้างความดีความชอบ                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;เป็นเรื่องปกติ ที่เราๆทุกคนย่อมต้องรู้จักคนที่มีชื่อเสียง ในวงการต่างๆมากมาย ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียน ก็อาจจะรู้จัก หรือมีโอกาสได้พบปะ กับคนที่มีชื่อเสียงในวงการศึกษา ดูละครก็รู้จักคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ดูข่าวการเมือง ก็รู้จักนักการเมืองที่มีชื่อเสียง จะอะไรก็ตาม หากเราลองมองไปในมุมที่ว่า คนคนนี้ เค้ามีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะอะไร เท่าที่พอจะนึกออกตอนนี้ ก็พอจะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ สร้างชื่อเสียงโดยการสร้างผลงาน และสร้างชื่อเสียงโดยการวิจารย์ผู้อื่น&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ผู้สร้างผลงานนั้นทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และเวลา สร้างสรรค์ผลงาน ที่เป็นประโยชน์ จนผู้คนให้การยอมรับ แต่มีบุคคลอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก หรือเป็นที่ยอมรับ โดยการทำนาบนหลังคน หรือสาดโคลนใส่ผู้อื่น หาข้อบกพร่องของผลงานสร้างสรรค์ ที่ผู้อื่นได้พัฒนามาและนำมาวิจารณ์ หรือบางทีอาจถึงขั้นที่เรียกว่า ด่าแบบเสียๆหาย จนไม่เหลือความดีเลยอย่างนี้ก็มี เป็นที่แน่นอน ว่างานสร้างสรรค์, นวัฒกรรม หรืองานใดๆก็ตาม ย่อมต้องมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงาน พัฒนาซอฟท์แวร์ งานเขียน งานศิลปะ งานด้านพัฒนาสังคม หรืองานบรรเทิงหรือจะอะไรก็แล้วแต่ เมื่อผลงานออกมาแล้ว อย่างน้อยก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนหนึ่ง อาจจะน้อย หรือมากก็ตาม หากเราจะไปขุดคุ้ย หาข้อบกพร่องของผลงานนั้นๆ ย่อมต้องหาได้อย่างแน่นอน ผลงานบางชิ้นก็เหมือนดาบสองคม ผู้สร้างผู้พัฒนา อาจมองเห็นแต่ประโยชน์ ในงานที่เค้าพยายามพัฒนาอยู่ แต่เมื่อผลงานเสร็จแล้ว อาจจะมีคนกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดี นำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดโทษได้เหมือนกัน &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;อยากให้ผู้ที่ถนัดด้านการวิจารย์ เลือกวิจารย์ผลงานในทางที่สร้างสรรค์ เรื่องข้อบกพร่อง หากไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ละเอาไว้บ้าง และหากผลงานชิ้นนั้นมีแต่สิ่งดีๆ หาข้อบกพร่องไม่ได้ ก็ออกมาให้ความเห็นบ้าง ไม่ใช่ว่าพอหาข้อเสียไม่ได้ ก็เงียบไปเลย เพราะพวกคุณมีชื่อเสียงกันอยู่แล้ว ถ้าสนับสนุนหรือพูดในสิ่งที่ดี จะเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างสรรค์ได้ทำสิ่งที่ดีนั้น ต่อไป &lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;                                 &lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: justify;" class="bodys"&gt;ปอนปอนด์, ธนบัตร บัวแก้ว &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;4gumpa.blogspot.com&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7312685439767319403-4837934815547153736?l=4gumpa.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://4gumpa.blogspot.com/feeds/4837934815547153736/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7312685439767319403&amp;postID=4837934815547153736' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/4837934815547153736'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7312685439767319403/posts/default/4837934815547153736'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://4gumpa.blogspot.com/2007/12/test.html' title='ทำผลงาน, วิจารณ์ เพื่อสร้างชื่อ'/><author><name>ฟาร์มเกษตร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03135352341650834707</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_LJmlL_cMvK4/R3Jm2K5peaI/AAAAAAAAAdU/0TnGEY2uQ7Q/s72-c/070729.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
